Frequently Asked Questions (FAQs) : RoHS

Q: ขอจำกัดความของคำว่า "RoHS Compliance" ด้วย ?

  • โดยพื้นฐานแล้วคำว่า “ RoHS Compliance ” จะหมายถึง สินค้า (ที่เป็นสินค้าสำเร็จรูป ที่อยู่ภายใต้ขอบเขตของระเบียบ RoHS - จะเป็น RoHS Compliance ได้สินค้านั้นจะต้องเป็นสินค้าภายใต้ RoHS ก่อน!) เป็นไปตามข้อกำหนดทั้งหมดของระเบียบ RoHS ซึ่งคุณสมบัติข้อแรกสุดที่สินค้าจะต้องมี คือการปราศจากสารต้องห้ามตามระเบียบ RoHS ซึ่งในปัจจุบันมี 6 รายการได้แก่ ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม โครเมียม+ 6 PBB และ PBDE โดย “ การปราศจากสารต้องห้าม ” ในที่นี้ EU เขาหมายถึง การมี สารต้องห้ามแต่ละตัวในวัสดุเนื้อเดียวกัน ไม่เกิน 0.1% โดยน้ำหนักวัสดุเนื้อเดียวกัน ยกเว้น แคดเมียม ที่อียูยอมให้มีได้แค่ 0.01% โดยน้ำหนักของวัสดุเนื้อเดียวกัน โดยคำว่า “ วัสดุเนื้อเดียวกัน ” ในที่นี้หมายถึง วัสดุที่ไม่สามารถแยกให้เป็นวัสดุชนิดย่อยได้อีกโดยวิธีกล ( “ a material that cannot be mec hanically disjoined into different materials ” ) คำว่า “ เนื้อเดียวกัน ( Homogeneous) ” หมายถึง มีส่วนผสมที่สม่ำเสมอและเหมือนกันทั่วทั้งชิ้น ( “ of uniform composition th rou ghout ” ) และ คำว่า “ ถูกแยกด้วยวิธีกล ( Mechanically disjoined) ” หมายถึง วัสดุสามารถถูกแยกออกโดยการกระทำทางกล เช่น การถอดสกรู การตัด การบด การเจียรไน และ การขัด เป็นต้น

แผ่นพลาสติกที่ไม่มีการเคลือบผิวและไม่มีวัสดุอื่นติดอยู่ ถือได้ว่าเป็น “ วัสดุเนื้อเดียวกัน ” สายไฟฟ้า ซึ่งประกอบด้วยฉนวนและเส้นลวดตัวนำ ไม่ถือว่าเป็น “ วัสดุเนื้อเดียวกัน ” ส่วนแผงวงจรรวม ( IC) เป็นชิ้นส่วนที่มี “ วัสดุเนื้อเดียวกัน ” หลายชนิดบรรจุอยู่ แต่ ผู้บังคับใช้กฎหมายในแต่ละประเทศในสหภาพยุโรป จะรู้ได้อย่างไรล่ะ ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่นำเข้าตลาดแต่ละเครื่อง ปลอดสารต้องห้าม ?

คงเป็นไปไม่ได้แน่ที่จะนำเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดมาตรวจสอบ เพราะนอกจากจะต้องใช้เงินมหาศาลและใช้เวลานานแล้ว (ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหา การกีดกันทางการค้า) ในกรณีที่สินค้ามีความซับซ้อนสูงอาจจะตรวจพิสูจน์กันไม่ได้เลย แต่ครั้นจะไม่ทำอะไรเลย ก็จะเป็นการ “ ทำร้ายคนดี ” ที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เพราะเมื่อนำไปวางในตลาดแล้วสินค้าเหล่านี้จะเสียเปรียบสินค้าที่ไม่ผ่าน RoHS อียูจึงบังคับให้ทุกประเทศต้องตรวจตราการปฏิบัติตามระเบียบ RoHS อย่างเคร่งครัดและต้องให้ข้อมูลซึ่งกันและกัน กล่าวคือ ถ้าประเทศไหนพบการฝ่าฝืนกฎหมายนี้หรือรู้พฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากล จะต้องแจ้งให้ทุกประเทศรับทราบเพื่อดำเนินการ ถึงตอนนี้ทุกประเทศก็นำเอาระเบียบ RoHS ไปออกเป็นกฎหมายของตน ซึ่งกฎหมายเหล่านี้แหละที่มีผลบังคับใช้กับผู้ผลิต ไม่ใช่ตัวระเบียบ RoHS

ถึงตอนนี้ผู้ประกอบการต้องทราบหลักการข้อหนึ่งก่อนว่า ในระบบกฎหมายของอียู หากเป็น “ ระเบียบ ( Directive) ” ตัวอย่างเช่น ระเบียบ RoHS ไม่มีผลบังคับกับผู้ผลิต แต่มีผลบังคับประเทศสมาชิกให้ต้องนำข้อกำหนดในระเบียบนี้ ไปออกเป็นกฎหมายในประเทศของตน ซึ่งแตกต่างกับ “ กฎหมาย ( Regulation) ” ที่เป็นกฎหมายที่ใช้ทั่วสหภาพ และจะมีผลบังคับกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง โดยประเทศสมาชิกไม่ต้องไปออกกฎหมายของตนแยกต่างหากอีก

ปัญหาที่เป็นอยู่ในตอนนี้คือ “ รากฐาน ” ของกฎหมายในแต่ละประเทศในสหภาพยุโรปจะไม่เหมือนกัน ทำให้กลไกที่แต่ละประเทศนำมาบังคับใช้ RoHS แตกต่างกัน ดังนั้นในทางปฏิบัติ RoHS Compliance จะขึ้นกับกฎหมายในแต่ละประเทศ ประเทศไหนต้องการให้ RoHS Compliance มีองค์ประกอบอะไรบ้างก็ต้องปฏิบัติตามนั้น ตัวอย่างเช่นกฎหมาย RoHS ของประเทศอังกฤษระบุว่า 1. เครื่องใช้ไฟฟ้าจะต้องปราศจากสารต้องห้าม และ 2. “ ผู้ผลิต ” จะต้องนำเอกสารหลักฐานที่เรียกว่า “ Technical File ” มาเสนอต่อเจ้าหน้าที่ได้ภายใน 28 วันหลังการร้องขอ และได้เปิดประเด็นการแก้คดีโดยยกเหตุสุดวิสัย เป็นต้น ประเทศอื่นอาจมีกลไกแตกต่างไปจากนี้ ผู้ผลิตก็ต้องทำตามไปแล้วแต่ว่าจะส่งของเข้าไปในประเทศใด ซึ่งเป็นภาระอย่างสูงต่อผู้ผลิต เพราะต้องทำงานหลายต่อ แล้วที่ว่า ระเบียบ RoHS เป็น Single Market Directive ก็ไม่จริงเพราะ RoHS Compliance ในแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน และก็ยังไม่แน่ว่าสินค้าจะผ่านพรมแดนจากประเทศหนึ่ง ไปยังอีกประเทศหนึ่งได้อย่างไร หากกฎหมายไม่เหมือนกัน จึงเกิดมีการจัดตั้งเครือข่ายผู้บังคับใช้กฎหมาย RoHS ขึ้นเพื่อช่วยกันหาแนวทางที่เหมาะสม เพื่อให้ทุกประเทศยึดถือเป็นแนวทาง และหลังจากประชุมกันได้ระยะหนึ่ง เครือข่ายนี้ก็ได้จึงออกเอกสารมาฉบับหนึ่งเรียกว่า “ RoHS Enforcement Guidance Document V.1. ” ขึ้นเพื่อเป็นแนวทางให้กับทั้งผู้บังคับใช้กฎหมาย และผู้ผลิต

ดังนั้น แม้โดยพื้นฐานแล้ว RoHS Compliance จะหมายถึงการปราศจากสารต้องห้ามจนถึงระดับวัสดุเนื้อเดียวกัน ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว เนื่องจากการพิสูจน์ “ การปราศจากสารต้องห้าม ” ทำได้ยากมากจนและอาจเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ อย่างน้อยๆ ที่สุด สินค้าที่นำเข้าตลาดก็ควรต้องเป็นไปตาม RoHS Enforcement Guidance Document V.1. กล่าวคือ ทั้งปราศจากสารต้องห้ามจนถึงระดับวัสดุเนื้อเดียวกัน และ มีเอกสารหลักฐานหรือ “ Technical File ” มายืนยันได้ภายในเวลาที่กำหนด แม้ว่าบางประเทศอาจจะมีกลไก/วิธีการตรวจสอบแบบอื่นก็ตาม

หากพิจารณาเอกสาร RoHS Enforcement Guidance Document V.1 อย่างละเอียดจะเห็นว่า การจะ “ จับ ” สินค้าที่ฝ่าฝืนกฎหมายได้ อียูจะต้องนำสินค้าไปทดสอบเพื่อพิสูจน์การทำผิดกฎหมาย กล่าวคือ แม้ผู้ผลิตจะไม่มีเอกสารมายืนยัน อียูก็ยังจะจับ “ สินค้าต้องสงสัย ” นั้นไม่ได้ จนกว่าจะได้มีการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ แต่ … . อย่างชะล่าใจไป … .

หลักการ “ ปลอดภัยไว้ก่อน ” ที่ทุกประเทศยึดถือและปฏิบัติอยู่ จะบังคับให้ผู้บังคับใช้กฎหมายต้อง “ อายัต ” สินค้าที่ไม่แน่ใจไว้ก่อน จนกว่าจะได้ข้อพิสูจน์ทางใดทางหนึ่ง ซึ่งขั้นตอนนี้อาจจะใช้เวลานานเป็นปีๆ ซึ่งคิดว่าไม่มีผู้ผลิตรายใดอยากให้เป็นเช่นนั้น เพราะสินค้าจะ “ จม ” อยู่กับผู้บังคับใช้กฎหมาย นำออกมาขายไม่ได้ เอาสินค้าอื่นในแบรนด์เดียวกันเข้าไปอีกก็ไม่ได้ แม้ว่าสินค้าเหล่านั้นจะเป็น “ ผู้บริสุทธิ์ ” ก็ตาม แม้ว่าท้ายที่สุด ถึงแม้จะพิสูจน์ได้ว่าสินค้าของตนเป็น “ ผู้บริสุทธิ์ ” และอียูสั่งปล่อยสินค้านั้นให้วางตลาดได้ ถึงตอนนั้นสินค้าอาจตกรุ่นไม่มีใครต้องการแล้ว คู่แข่งอาจแย่งส่วนแบ่งตลาดไปเรียบร้อยแล้ว หรือเงินที่ต้องจมอยู่กับสินค้าที่กลายเป็น “ ผู้ต้องสงสัย ” อาจมากจนทำให้ผู้ผลิตขาดสภาพคล่องจนนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้น แม้บางประเทศจะไม่กำหนดให้ต้องส่ง Technical File แต่การมี Technical File ที่ดี มีหลักฐานพร้อมจะต้องการให้ยืนยันเมื่อไร กับสินค้า Serial Number ไหนก็ทำได้ทุกเมื่อ จะเป็น “ ใบเบิกทาง ” ให้ผู้ผลิตสามารถนำสินค้าเข้าไปวางตลาดได้ง่ายขึ้น และมีโอกาสถูกจับเป็น “ ผู้ต้องสงสัย ” น้อยลง

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังต้องเข้าใจว่า กฎหมายเกี่ยวกับ RoHS ของอียูจะมีผลบังคับใช้กับ เครื่องใช้ไฟฟ้าสำเร็จรูป เท่านั้น ไม่รวมถึงเครื่องจักร กระบวนการผลิต หรือแม้กระทั่งการซื้อขายชิ้นส่วน/วัสดุ และผู้ที่จะต้องรับผิด คือ "ผู้ผลิต" ตามความหมายของระเบียบ RoHS ที่หมายรวมถึงทั้งผู้ผลิตและผู้นำเข้าที่จดทะเบียบนิติบุคลในสหภาพยุโรป แต่ ... ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าสำเร็จรูป จะผลิตสินค้าที่เป็น RoHS Compliance ได้ก็จำเป็นจะต้องใช้เฉพาะชิ้นส่วน/วัสดุที่ปราศจากสารต้องห้ามทั้ง 6 ชนิดและ ทั้งชิ้นส่วน/วัสดุ และตัวสินค้าสำเร็จรูปเอง ก็จะต้องผ่านการผลิตด้วยกระบวนการผลิตที่มีการควบคุม/ป้องกัน การปนเปื้อนเป็นอย่างดี และมีหลักฐานยืนยันได้ ดังนั้น ในทางปฏิบัติแม้ RoHS จะไม่ครอบคลุมชิ้นส่วน/วัสดุ แต่ระบบการผลิตและโครงสร้างในห่วงโซ่อุปทาน ก็จะบังคับให้ผู้ผลิตในทุกระดับในห่วงโซ่อุปทาน ต้องปฏิบัติตามระเบียบ RoHS เท่าๆ กับ (มากกว่าในเกือบทุกกรณี) ผู้ผลิตสินค้าสำเร็จรูป และกฎหมายในบางประเทศ เช่นอังกฤษ ยังเปิดโอกาสให้นำ Vendor มาขึ้นศาลได้หากพิสูจน์ได้ว่า การที่สินค้านั้นๆ ต้องผิดกฎหมาย RoHS เกิดจาก Vendor จงใจหลอก OEM หรือมีการ"ยัดไส้" สินค้าที่ผิดกฎหมายให้กับ OEM ( อย่างไรก็ดี เนื่องจากกฎหมายในแต่ละประเทศ มีผลบังคับใช้กับคนในประเทศนั้นๆ เท่านั้น ไม่สามารถข้ามไปเอาผิดคนในต่างประเทศได้ - ยกเว้นเฉพาะบางกรณี - ผู้ที่จะต้องขึ้นศาลในคดีอาญาในแต่ละประเทศ จะต้องเป็นสัญชาตินั้นๆ เท่านั้น)

Q: ไม่รู้เรื่องระเบียบ RoHS เลย จะหาข้อมูลได้จากที่ไหน ?

  • ดาวน์โหลดตัวระเบียบ ( Directive 2002/95/EC และระเบียบลูก) ได้ที่ Document Library หรือ คลิกที่นี่
  • อ่านรายละเอียด/คำอธิบายเพิ่มเติมได้ที่หน้า "สาระสำคัญของระเบียบ WEEE&RoHS" และหน้า "สารต้องห้ามตามระเบียบ RoHS"
  • ดาวน์โหลดเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง ในหน้า "เอกสารเผยแพร่ WEEE & RoHS" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "สารต้องห้ามตามระเบียบ RoHS", " รายละเอียดและข้อคิดเห็นเกี่ยวกับระเบียบ RoHS", " ถาม-ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับ WEEE/RoHS", "Directive Update", " แนวทางการบังคับใช้ RoHS ของอียู V1", และ " RoHS: คุณพร้อมหรือยัง ?"
  • ลิงค์ไปที่ www.ThaiRoHS.org และพิมพ์คำว่า " RoHS" ที่กล่อง Search ( ด้านบนขวา) จะพบเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ RoHS
  • สมัครเข้ารับการฝึกอบรม ซึ่งตอนนี้ โครงการ TREE-Green และ Pro-TREE มีหลักสูตรฝึกอบรม ฟรี ที่น่าสนใจจำนวนมาก สนใจติดตามหลักสูตรฝึกอบรม คลิกที่นี่
  • หรือ ติดต่อ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ หรือ สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อขอคำปรึกษาเพิ่มเติม

Q: ประเทศไหนบ้างที่ใช้ระเบียบ RoHS อีก นอกจากประเทศในกลุ่ม EU และมีข้อแตกต่างหรือไม่ อย่างไร ?

  • ประเทศที่ออกกฎหมายคล้าย RoHS จริงๆ ได้แก่จีน ( MoI order#39- มีผลบังคับใช้ 1/3/07) แต่ China RoHS คลอบคลุมสินค้าลึกกว่า RoHS ( บังคับกับวัตถุดิบ/อะไหล่/เครื่องจักร ด้วย) และมีแนวทาง/วิธีการบังคับใช้ กฎหมายที่แตกต่างกัน กล่าวคือสินค้าที่นำเข้าตลาดอียู อียูถือว่าการนำสินค้าเข้าวางในตลาดเป็นการ Declare แล้วว่าสินค้าเป็นไปตามข้อกำหนด ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะทำการสุ่มตรวจ เมื่อพบการกระทำผิดก็จะมีมาตรการลงโทษในระดับต่างๆ ขึ้นกับความรุนแรงของความผิด ส่วน China RoHS ใช้วิธีตรวจสอบก่อน สินค้าที่จะเข้าไปขายในจีนได้ ต้องผ่านการตรวจที่ท่า และเมื่อได้รับใบรับรองการตรวจจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่กักกันสินค้าแล้ว นายด่านศุลกากรจึงจะสามารถปล่อยสินค้านั้นได้ นอกจากนี้ EU-RoHS ถือว่าสินค้าทุกชิ้นที่ขายในตลาดผ่าน RoHS Compliance จึงไม่มีข้อบังคับการติดป้าย Label ส่วนจีนมีข้อบังคับการติดป้าย Label ทั้งบนชิ้นส่วน บรรจุภัณฑ์ และบนตัวผลิตภัณฑ์
  • ในประเทศอเมริกา ปัจจุบันมีเพียงรัฐแคลิฟอร์เนียที่มีกฏหมายคล้าย RoHS แต่ขอบเขตแคบกว่า ( SB20/SB50- มีผลบังคับใช้ 1/1/07) และกำลังอยู่ระหว่างการออกกฎหมายใหม่ที่ขยายขอบเขตให้คลอบคลุม สิ่งประดิษฐ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด ( AB2020- มีผลบังคับใช้ 1/1/08 และจะขยายขอบเขตคลอบคลุมเครื่องใช้ไฟฟ้า ใน 1/1/09) นอกจากแคลิฟอร์เนีย ยังมีบางรัฐ ( OR, TX, VT) มีข้อกำหนดให้โรงงานรายงานการใช้สารอันตราย 6 ชนิดในแต่ละปี ในสินค้าประเภทคอมพิวเตอร์

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมในสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่ จะหนักไปทางด้าน PBDE Ban โดย 9 รัฐ ได้แก่ CA, HI, IL, MD, ME, MI, NY, OR, WA มีกฎหมายห้ามผลิต และจำหน่ายสินค้าที่มี penta- หรือ octa-BDE เกิน 0.1% ( หรือ 1,000ppm) ตั้งแต่ 1/1/06 และอีก 3 รัฐได้แก่ CT, MN, MT รวมถึง Federal government (HR4076) กำลังพิจารณา PBDE Ban นอกจากนี้ เกือบ 40 รัฐ มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรีไซเคิลสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จอ CRT และคอมพิวเตอร์

  • เกาหลี: เมื่อ 30/3/06 ที่ผ่านมา เกาหลีได้แจ้งเวียน พรบ.ใหม่ (Proposed Act for Resource Recycling of Electrical/Electronic Products and Automobiles) ต่อ WTO โดย พรบ.นี้มีลักษณะเหมือน WEEE, RoHS และ ELV รวมกัน Korea-RoHS จะมีลักษณะใกล้เคียงกับ EU-RoHS แต่จะแตกต่างตรงที่ ข้อกำหนดด้านการทำเครื่องหมายบนสินค้าตามระดับสารอันตรายที่มีอยู่ในตัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรีไซเคิล ผู้ละเมิด พรบ.นี้มีโทษปรับไม่เกิน $50,000 และจำคุกไม่เกิน 1 ปี Korea-RoHS จะมีผลบังคับใช้ 1/7/07
  • ญี่ปุ่น: ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ก้าวหน้าที่สุดและพร้อมที่สุดในเรื่อง WEEE/RoHS ปัจจุบันระบบการรีไซเคิล e-waste ของญี่ปุ่นก้าวหน้าและมีประสิทธิภาพมากกว่าประเทศอื่นๆ มาก และด้วยเหตุนี้ ญี่ปุ่นจึงไม่มีมาตรการจำกัดการใช้สารอันตรายเหมือนระเบียบ RoHS (ไม่จำเป็นต้องทำ) แต่มีข้อกำหนดให้ทำเครื่องหมายบนสินค้าสำคัญ ได้แก่ TV, ตู้เย็น, เครื่องซักผ้า, เครื่องปรับอากาศ, เตาไมโครเวฟ, เครื่องอบผ้า และเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยให้ทำเครื่องหมาย 'R' Mark สำหรับสินค้าที่มีสารต้องห้ามเกินขีดจำกัด (6 ชนิดเหมือน RoHS และขีดจำกัดเท่ากัน) และอาจทำเครื่องหมาย 'G' Mark (สมัครใจ) หากสินค้าที่มีสารต้องห้ามไม่เกินขีดจำกัด
  • ออสเตรเลีย: เมื่อปลายเดือน พค. 2549 ที่ผ่านมา รัฐบาลออสเตรเลียได้แต่งตั้งที่ปรึกษาเพื่อศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ของการออกระเบียบ Australian RoHS ที่คิดไว้ 3 แนวทาง ( 1. รัฐบาลไม่ต้องทำอะไร ให้กลไกตลาดทำงานเอง 2. ใช้มาตรการสมัครใจโดยมีรัฐบาลออกระเบียบเพื่อให้การสนับสนุน และ 3. มาตรการบังคับ โดยจะให้มีผลบังคับใช้ในปี 2009) และทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งการศึกษานี้มีกำหนดแล้วเสร็จภายในปลายเดือน มิถุนายน 2549 นี้
  • ประเทศในกลุ่ม อาเซียน: มีความเคลื่อนไหวที่จะออกกฎระเบียบคล้าย EU-RoHS และ/หรือ ปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับ e-waste/Hazardous waste managment ในเกือบทุกประเทศ (รวมทั้งไทย)

Q: หากสินค้าของบริษัทได้ RoHS Compliance แล้ว จะได้รับผลประโยชน์อย่างไรบ้าง ?

  • ประโยชน์แรกสุดที่จะได้รับคือ การไม่ถูกลงโทษ ซึ่งบทลงโทษในความผิด RoHS นั้นมีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ นอกจากมาตรการห้ามนำเข้าและเรียกสินค้าคืนจากตลาดแล้ว เกือบทุกประเทศจะมีค่าปรับ ซึ่งค่าปรับในแต่ละประเทศไม่เท่ากัน ค่าปรับในบางประเทศจะค่อนข้างต่ำ (ระดับ 1,000 ยูโร) แต่ในบางประเทศค่าปรับสามารถสูงถึงหลัก 10 ล้านยูโรได้ นอกจากนี้ ในบางประเทศยังมีโทษจำคุกอีกด้วย
  • ประโยชน์ต่อมาคือ จะสามารถรักษาตลาดไว้ได้ (และอาจเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้หากคู่แข่งไม่สามารถผลิตสินค้า RoHS Compliance ได้ทัน) การซื้อขายสินค้า ชิ้นส่วน/วัสดุ/อะไหล่ ในห่วงโซ่อุปทาน ทั้งในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและยานยนต์ ในตอนนี้ หากไม่ได้ RoHS Compliance จะขายได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีใครอยากเสี่ยงสต็อก สินค้า Non-compliance ไว้มาก นอกจากจะแน่ใจว่าสามารถหาตลาดอื่นที่ไม่มีกฎหมายห้ามได้ ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสทองของสินค้า RoHS Compliance ที่จะช่วงชิงตลาดจากสินค้าที่ครองตลาดอยู่ในอดีต
  • ประโยชน์ทางอ้อม ได้แก่ ประโยชน์ที่จะได้รับจากการที่ผู้ผลิตได้มีโอกาสศึกษาชิ้นส่วน/วัสดุที่ตนผลิตในเชิงลึกมากขึ้น ทำให้มีโอกาสเกิดการพัฒนา/ปรับปรุงกระบวนการผลิต และ/หรือ วัสดุชนิดใหม่ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การลดต้นทุนการผลิตในที่สุด ระเบียบ RoHS ยังเปิดโอกาสให้กับสินค้าใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแต่ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าดั้งเดิมได้ในอดีต เช่น สินค้ากลุ่ม Biopolymer หรือ F lam e retardant ที่สกัดจากของเหลือใช้จากการเกษตรเป็นต้น
  • ประโยชน์ทางอ้อมอีกด้านที่มองข้ามไม่ได้ คือ การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบการในสายโซ่อุปทาน การผลิตสินค้า RoHS Compliance จำเป็นต้องได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในสายโซ่ ผู้ผลิตไม่สามารถซื้อสินค้าจากแหล่งที่ให้ราคาถูกอย่างเดียวได้อีกต่อไป จากความจำเป็นที่ต้อง "สืบประวัติ" สินค้า ตรวจสอบวิธีการดำเนินการ/บริหารจัดการของผู้ขาย และสุ่มตรวจปริมาณสารต้องห้ามในสินค้า การเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบบ่อยๆ จะมีต้นทุนสูง และอาจเสียมากกว่าได้ เครือข่ายการผลิตในอุตสาหกรรมไฟฟ้าฯ ในอนาคตจึงมีแนวโน้มการสร้าง Partnership มากขึ้น ก่อให้เกิดความเข้มแข็งใน Supply-chain ซึ่งสามารถนำไปสู่การสร้างจุดแข็งและโอกาสใหม่ๆ ในที่สุด
  • ประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม: เมื่อถูกนำมาทิ้งเป็นขยะ สินค้าที่ได้ RoHS Compliance จะจัดการได้ง่ายกว่า โอกาสที่ซากสินค้าเหล่านี้จะถูกนำมารีไซเคิลเป็นวัสดุคุณภาพสูง เพื่อป้อนกับอุตสาหกรรมจึงมีมากกว่า

ที่มา: http://www.thairohs.org

HOME  l  ORDER ONLINE  l  REGISTER  l  DOWNLOAD  l  JOBS  l  HOW TO ORDER l  CONTACT US
New IP 82811 Total Hits Counter 445759 Hits Online 2 || OrderOnline Hits today 0 Total Hits 102259
Start 19-04-2006 Update 30-09-2006
Copyright © 2006 .All rights reserved Wara Micro Circuit co.,ltd.